ขนมอุ่นๆในวันหนาวๆ

กลับไปเปิดรูปเก่าๆดู ก็มีรูปนึงที่ดูมีความสุข เป็นภาพตอนกินขนมข้างทาง หนาวๆ กินไทยากิไส้ถั่วแดงร้อนๆ ฟิน~ ครั้งหนึ่งที่โตเกียว ใกล้ๆที่พักมีร้านขนมปลาอยู่ร้านนึง ปิดดึก กลับมาจากเที่ยวทีไรต้องแวะกินให้ได้เลย อร่อย อิ่มท้องก่อนนอน : )  

โตเกียวมาราธอน..ถึงเวลาลงสนามแล้วนะ

ในที่สุดวันที่ต้องลงสนามจริงก็มาถึง โตเกียวมาราธอน นี่เป็นมาราธอนแรกของเราเลย.. วันนี้ ญี่ปุ่นวันที่สอง พระอาทิตย์อยู่ไหนนะ อากาศเช้านี้มีฝนตก ออกมาจากบริเวณ Heater ปุ๊บ หนาววาบบบ.. อากาศหนาวเย็นมาก นึกถึงบรรยากาศหนาวแค่ไหนยังไงก็ต้องลุย ทั้งชีวิตร่างกายไม่เคยได้รับความเย็นขนาดนี้เลย ถึงจะต้องเจอความเย็นขนาดนี้ก็ไม่ต้องตื่นไปทำอะไรนอกจากนอนขดในผ้าห่ม ไม่ก็ขนผ้าห่มไปห่มด้วยตอนตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยอินทนนท์ เมื่อคืนก็ตื่นเต้นมาก นอนไม่หลับ วันนี้ออกเดินทางจากที่พัก เราพักที่ Khaosan Tokyo Ninja เดินทางไปจุด Start ที่ Shinjuku นั่งรถไฟไปต่อเดียว โดยนัดเจออาจารย์ที่หน้าที่พัก แล้วไปพร้อมกัน (ไปคนเดียวคงหลงแล้ว) พอมาถึงจุด Start ที่ Shinjuku ก็นั่งกินขนม และนม ที่ซื้อมาตุนไว้เป็นพลังงานในการวิ่งครั้งนี้(พอเหรอ?) พลางดูคนอื่นเขาเตรียมตัวกัน บางคนก็ใส่ชุดแฟนซี สังเกตเห็นมีสาวๆออกมาวิ่งมาราธอนกันเพียบ มีใส่เสื้อกันฝนด้วย.. แต่เราไม่มี 555 กินขนมเรียบร้อยพร้อมไปต่อแถวเข้าสนามแล้ว ที่จุด Start จะมีด่านมาตรวจเราก่อนเข้า เขาจะไม่ให้นำของที่เสี่ยงอันตรายเข้าไป ก่อนหน้านี้เขาก็จะส่งข้อมูลคู่มือสำหรับนักวิ่งมาให้เรา (มีจดหมาย Air Mail มาที่บ้านด้วยค่ะ)  รายละเอียดทุกอย่างที่เราควรรู้จะอยู่ในนั้นหมดเลยค่ะ เช่น…

ซ้อมมาราธอนแรก

หลังจากที่สมัครโตเกียวมาราธอนไว้ ในเดือนสิงหาคม ทางผู้จัดเขาก็จะทำการ random ผู้โชคดีที่จะได้เข้าแข่งขันค่ะ ตอนนั้นที่สมัครไปยังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่าจะวิ่งมาราธอนจริงหรอ วิ่งไกลสุดก็แค่ 10K นี่เชียงใหม่มาราธอนลงฮาล์ฟไป ยังไม่เคยซ้อมถึงเลย ลงไว้ตามพี่ๆที่อ๊อฟฟิต หลังจากนั้น ตอนผล random ออกมา มีอีเมลส่งมาให้ว่าคุณคือผู้โชคดี ลังเลมาก ว่าจะไปดี หรือไม่ดีนะ นีมันเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรก แล้วก็จะเป็นมาราธอนแรกด้วย ปรากฏว่ามีอาจารย์โชคดีกับเราอีก 2 ท่าน เรื่องลังเลหายไปหมด อย่างน้อยก็มีอาจารย์ไปด้วยกัน เลยตอบรับโตเกียวมาราธอนว่าเราจะไป : ) ช่วงที่ซ้อม ก็เพิ่มระยะไปเรื่อยๆ มีคนรีวิวมาเขาก็ว่ากันว่าต้องซ้อมให้ถึง 30K (อีก 10 กว่าโลไปลุ้นกันในสนาม) บางคนก็บอก 35K (ชัวร์ๆกันเหนียว) ก่อนหน้านั้น 1 เดือน เราเจ็บเข่ามาก เจ็บแบบลงน้ำหนักไม่ได้เลย เข่าไม่มีแรง ทรมาณจิตใจสุดๆ ทำยังไงดีนะ ก็เลยไปหาหมอ X-ray เพื่อความอุ่นใจ แต่ก็ไม่เจออะไรผิดปกติ น่าจะเป็นเพราะการที่เราไม่ได้วอร์ม แล้ววิ่งหนักมาก วันนั้นวิ่งไป 30K…

My first half marathon

ผ่านไปแล้วฮาล์ฟมาราธอนแรก ในเชียงใหม่มาราธอน 2557 ตอนแรกคิดว่าตัวเองคงวิ่งไม่ได้หรอก วิ่งแค่ 10K ก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ลง 21.5K เริ่มต้นด้วยการซ้อมครั้งแรก คือการวิ่งจากแม่เหียะ ไปพระธาตุดอยสุเทพ เป็นการ On foot ใช้เวลาไป 3 ชม.กว่าๆ (เนินเขาโหดมากเลยนะ เลยเดินๆวิ่งๆ) ครั้งนั้น ถึงพระธาตุก็พอใจแล้ว ระหว่างทางอยากจะโบกรถแดงมาก หลังจากนั้นมาก็เริ่มซ้อมวิ่งให้เกิน 10K แข่งกันเก็บระยะกับพี่ๆ มีตารางบันทึกของแต่ละวัน แต่ละคนก็ขยันซ้อมเพราะกลัวระยะของตนเองน้อย สนุกดี :D ฮาล์ฟครั้งนี้เราได้ที่ 5 ของรุ่น ตอนท้ายๆเหนื่อยมากเลย แรงเริ่มหมด แต่ว่าพอวิ่งสวนทางกับเพื่อนๆ พี่ๆ อาจารย์ ก็มีพลังขึ้นมาอีกที สิ่งที่หวั่นๆในตอนแรก กลัวว่าจะวิ่งไม่ได้ สุดท้ายถ้าเราตั้งใจสู้เพื่อมันหน่อย ให้เวลากับมันเยอะๆ ถึงเวลาลงสนาม ขอแค่ทำเต็มที่ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับใจตัวเราเองนี่แหละ : )

เริ่มต้นฤดูหนาวด้วยงานวิ่งวิทยา

เมื่อวานนี้ มีโอกาสได้ไปร่วมงานวิ่งของคณะวิทยาศาสตร์ มช. งานนี้น่าจะเป็นงานแรกของการแข่งขันวิ่งในช่วงฤดูหนาว ทำให้นักกีฬามารวมตัวกันหลายร้อยคนเลย ครึกครื้นเชียว หลังจากได้ยินสัญญานปล่อยตัวนักกีฬา การแข่งขันก็เริ่มขึ้น นักวิ่งทั้งหลายวิ่งไปข้างหน้า ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย จริงๆแล้วมันก็เหมือนตอนวิ่งทุกครั้ง แต่เวลาแข่งขันมันจะตื่นเต้นกว่าปกติ มันเหมือนกับตัวเราได้ทำเกินลิมิต ที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะว่าเราจะเจอคนที่วิ่งเร็วกว่าเรา แล้วเราจะพยายามวิ่งให้ทันเขา (แล้วก็พบว่าเหนื่อย เพราะวิ่งเร็วกว่าปกติ) พอวิ่งไปสักพัก เราก็ไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกมันคือ “คงไม่ทัน .. ปล่อยเขาไปก่อน” และก็คิดได้ว่า กลับไปต้องไปฝึกเยอะๆ ฝึกให้ดีขึ้นกว่านี้ ลิมิตเราคงไม่ได้อยู่แค่นี้หรอก พอได้แข่งขันก็มีแรงบันดาลใจมากขึ้น จากสองสามวันก่อนเริ่มขี้เกียจจะออกไปวิ่ง แต่พอวันนี้ไปเจอนักวิ่งมันเทพๆ มันก็ทำให้เราอยากวิ่งต่อ มันดีอย่างงี้นี้เอง เห็นสาวๆวิ่งเร็วๆก็อยากจะวิ่งให้ได้อย่างเขา อยากจะได้อย่างเขา ก็ต้องฝึกต่อไป 5555 งานนี้แจกเหรียญแค่สองร้อยคนแรกเท่านั้น แอบเป็นหนึ่งในสองร้อยด้วยนะ ประมาณคนที่ 196-200 นี่แหละ (ได้เหรียญมาสะสมอีกหนึ่งเหรียญ) ถึงจะไม่ได้เหรียญกันทุกคน แต่ทุกคนที่มาเช้านี้ก็ได้กำไรชีวิตแล้ว ได้ตื่นเช้าแถมมีสุขภาพดีอีกตางหาก เข้าเส้นชัยก็มีคนรอเพี๊ยบ ของกินเพี๊ยบ กล้วยน้ำหว้า ข้าวต้มมาเต็ม ใครยังไม่เคยไปงานวิ่ง ลองไปสักครั้งแล้วจะติดใจ ^____^ สำหรับ Pace วันนี้…

ประสบการณ์การต่อเครื่องบินแบบมือใหม่สุดๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้กลับไปบ้านที่อีสานเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของพี่สาว เป็นช่วงเวลาที่รีบเร่งมาก และคงจะใช้บริการรถทัวร์ไม่ไหว จากเชียงใหม่ ไปมุกดาหาร ต้องใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมงในการเดินทาง จึงต้องขอพึ่งพาเครื่องบินในการกลับบ้านสักครั้งนึง การเดินทางครั้งนี้เริ่มจากการนั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ และต่อจากกรุงเทพ ไปอุบลฯ ขาไปไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาที่ขากลับ เพราะเป็นมือใหม่ที่ไม่รู้ว่า การจะต่อเครื่องนั้นต้องเผื่อเวลาไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ขากลับเรามีเวลาประมาณ 50 นาที เราเลยลองโทรไปหาที่ Counter Service ถามว่าทำอย่างไรได้บ้างคะ เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทางสายการบินบอกแค่เพียงให้เลื่อน flight (โอ้ววว แย่แล้ว ค่าเลื่อนกับซื้อตั๋วใหม่ราคาพอกันเลยนะ) เลยเสี่ยงดู แอบเก็บเอาไปฝันด้วยนะว่าขึ้นเครื่องไม่ทัน พอถึงเวลาไปที่สนามบินอุบลฯ ก็เลยไปถามที่ counter ให้แน่ใจ ที่ counter บอกทางออกที่ดีมาก เป็นข้อดีของเราที่ไม่ได้ load ของ เขาเลยแนะนำให้เรา checkin ผ่านมือถือ แล้วก็ save Boarding Pass ไว้ พอไปถึงดอนเมืองก็ไปที่ Gate ได้ทันที ไม่ต้องไปต่อแถว checkin…

อยากจะวิ่งให้ไกลกว่าเดิม

หลังจากลงวิ่ง 10km เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก็คิดว่า 10km มันไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเราแล้ว แต่ที่ยากคือในวันเวลาปกติที่ไม่มีการแข่งขัน เราจะวิ่งยังไงให้ได้ 10km มันก็ทำให้นึกกลับไปตอนที่เราเริ่มวิ่งใหม่ๆ ตอนที่เริ่มจาก 1km ไป 5km ตอนนั้นเราก็คิดว่ายาก แต่เราก็สามารถวิ่งให้มันเป็นปกติได้ พวกนี้มันเป็นไปได้ก็เพราะการเอาชนะใจตัวเอง ชนะใจตัวเองด่านที่หนึ่ง : ไปให้ถึงสนาม (ตรงนี้สำคัญมากที่สุด) ชนะใจตัวเองด่านที่สอง : เริ่มต้นวิ่งให้ได้ระยะเวลาที่กำหนด (สำหรับเรากำหนดไว้ว่าวันนึงเราจะพยายามวิ่งให้ถึงครึ่งชั่วโมง เราก็ต้องวิ่งยาวๆ เวลาเหนื่อยก็วิ่งช้าลง ค่อยๆวิ่งไป แต่ขอให้วิ่งต่อเนื่อง ไม่หยุดเดิน) ช่วงแรกๆเน้นเวลาให้วิ่งยาวๆ ไม่ต้องเร่งตัวเอง เอาแบบที่เราไม่เหนื่อยมาก และไม่รู้สึกท้อใจไปก่อน พอเราฝึกบ่อยขึ้น ก็ค่อยๆปรับความเร็วขึ้นทีละนิด ค่อยๆเป็นไป ใจร้อนไปก็ไม่ดี เราพยายามทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็รู้สึกว่ามันช่วยให้วิ่งระยะที่ไกลมากขึ้น พอไกลมากขึ้นได้แล้ว ก็อยากจะเพิ่มให้ไกลมากขึ้นอีก ใน Facebook มี inspiration สาวๆนักวิ่งเยอะแยะเต็มไปหมดเลย รู้สึกว่าเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราต้องฝึกให้มากกว่านี้ ไม่ลองก็ไม่รู้เนอะ สู้ๆ ^___^

สวัสดีนักวิ่งสมัครเล่น

ปีนี้เป็นปีที่เริ่มวิ่งอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะสามารถวิ่งได้นานถึงชั่วโมง เพราะรู้สึกว่าการวิ่งมันไม่สนุกเลย น่าเบื่อ และไม่ท้าทาย แต่ตอนนี้ความคิดเราก็เปลี่ยนไปแล้ว วิ่งแล้วมันสนุกนะ เราไม่ต้องแข่งกับใครเลย แต่เราแข่งกับตัวเราเอง ตอนนี้ยิ่งมีเพื่อนมาวิ่งเยอะๆ ยิ่งลงสนามบ่อยๆ ก็ยิ่งสนุก แล้วก็รู้สึกอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีมากขึ้น ทำเวลาให้ดีมากขึ้น และเพิ่มระยะการวิ่งให้ไกลกว่าเดิม ปีนี้เริ่มแข่งครั้งแรกตอนเดือน มกราคม สนามแรกที่ลงแข่ง เป็นงานแข่งที่ห้วยตึงเฒ่า ระยะทาง 5.5km ก่อนหน้านั้นซ้อม 2 วัน ครั้งนี้ความเร็วโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.29min/km 5km สำหรับตอนเริ่มวิ่งใหม่ๆนี่มันรู้สึกไกลมากเลยนะ ลองกลับไปดู log ตัวเองก็พบว่า มีความพยายามไปเยือนสนามอาทิตย์ละ 1 ครั้ง จากวิ่ง 5km ได้แล้ว ก็พยายามอัพให้เป็น 6 km ตอนนั้นที่อยากวิ่งให้ไกลกว่าเดิมเพราะว่า follow twitter ของหมอหมี แล้วเห็นสาวๆส่งการบ้านด้วยการวิ่ง 8km (เราอึ้งไปเลย ทำได้ยังไงเนี่ย) ตบบ่าตัวเองเบาๆ ไม่เป็นไรนะ วิ่งเท่าที่กำลังตัวเองทำได้ก่อน ค่อยๆฝึกไป หลังจากนั้น เดือนกุมภาพันธ์ก็มีงานแข่งวิ่งมินิมาราธอนของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มช….

ถ่ายสะดวก

ถ่ายสะดวกเป็นบทความหนึ่งที่อยู่ในหนังสือ ตรวจภายใน ของพี่นิ้วกลม เป็นตอนที่เราชอบมาก และมีเรื่องราวเกี่ยวกับกล้องฟิล์ม มีบางประโยคของพี่นิ้วกลมที่ไพเราะเสนาะจับใจวัยโจ๋ และอยากจะเก็บมาบันทึกไว้ “ต้องเล็งให้ดี แล้วจึงลั่นชัตเตอร์”  มันเป็นสิ่งที่บังคับให้เราต้องมีสมาธิ ต้องมั่นใจว่าเราวัดแสงดีแล้ว หมุนโฟกัสได้ที่ แล้วจึงกดชัตเตอร์ ช่วงเริ่มถ่ายรูปใหม่ๆนี่ขอเพื่อนมาเป็นนายแบบนางแบบด้วย ยืนเก็กนานเป็นสิบนาทีก็มี :D “การถ่ายรูปด้วยฟิล์มเหมือนการเก็บสิ่งมหัศจรรย์ใส่กล่องวิเศษ แล้วรอเวลาเพาะบ่มจนกว่ามันจะปรากฎเป็นภาพ .. รูปนี้มีค่ามาก” “มองตัวเองให้น้อยลง จะได้มีเวลาให้ตาได้มองผู้อื่นบ้าง” ยิ่งเราเป็นมนุษย์ selfie ข้อนี้ชัดเลย โดนเต็มๆ จากประสบการณ์การใช้กล้องฟิล์มไม่นานมานี้ เริ่มประมาณเดือนมีนาคม (ช่วงแรกก็ยืมเขามา) พบว่า ตัวเองถ่ายภาพตัวเองน้อยลง อยากจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายวิถีชีวิตที่ได้พบเจอมากกว่า ภาพระหว่างการเดินทาง ภาพเด็กๆ ที่เขามีความสดใสในความเป็นเด็กของเขาเอง น้องหมา น้องแมว  พอถ่ายเสร็จเราก็ยิ้มเองโดยที่ไม่รู้ตัว กล้องฟิล์ม เราไม่สามารถรู้เลยว่ารูปจะออกมาเป็นอย่างไร ถ่ายออกมาแล้ว บางทีก็ เอ๊อออ! วัดแสงผิด  โฟกัสวืดบ้างหล่ะ บางภาพโฟกัสใช้ได้แล้ว แต่องค์ประกอบแย่มาก อยากเอายางลบมาลบออกเหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้ กล้องฟิล์มมันพิเศษตรงที่ภาพมันมีมิติ มันมีเอกลักษณ์ ไม่ต้องผ่านแอพฯ แต่ผ่านความตั้งใจ ตั้งหน้าตั้งตารอตอนเอาไปล้าง และ(อาจจะ)ดูดีตามยถากรรม  

สิ่งที่ค้นพบระหว่างการวิ่งเฉยๆ

ขณะวิ่ง เราพบว่า เราชอบวิ่งในที่ที่เป็นธรรมชาติ เป็นทุ่งโล่งๆ กว้างๆ เห็นท้องฟ้า และภูเขา ขณะวิ่ง เราพบว่า เราชอบฟังเสียงของธรรมชาติมากกว่าเสียงของเพลงที่ออกมาจากหูฟัง เสียงแมลง เสียงของโลกภายนอก เสียงของล้อรถจักรยาน เสียงฝีเท้าของผู้วิ่งคนอื่น มันอาจจะไม่เพราะไปกว่าเสียงเพลงที่เราฟังเป็นประจำ แต่มันให้พลังบางอย่าง มันได้รับรู้ถึงธรรมชาติเต็มที่ ขณะวิ่ง เราพบว่า ตอนวิ่งเป็นตอนที่เราไม่ได้คิดอะไร วิ่งเสร็จปลอดโปร่ง ขณะวิ่ง เราพบว่า เราจะมีความสุขมากขึ้น ถ้าเรายิ้มให้กับผู้รักสุขภาพที่สวนทางมา ขณะวิ่ง เราพบว่า เราชอบวิ่งตอนพระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน จะตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ เพราะแสงทำให้เรามีพลัง และเห็นธรรมชาติชัดเจน : ) ขณะวิ่ง เราพบว่า ถ้าเราเหนื่อย ให้เราวิ่งช้าลงได้ แต่อย่าหยุดเดิน